การซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย — กฎหมายและสิ่งที่ชาวต่างชาติต้องรู้ (คู่มือปี 2026)
การซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยอาจเป็นการลงทุนหรือการตัดสินใจเชิงไลฟ์สไตล์ที่ยอดเยี่ยม อย่างไรก็ตาม โครงสร้างทางกฎหมายแตกต่างจากยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาอย่างมาก ชาวต่างชาติไม่สามารถซื้อที่ดินในกรรมสิทธิ์ของตนเองได้โดยตรง และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎระเบียบอาจสร้างค่าใช้จ่ายมหาศาล
ด้านล่างคือคำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับกรอบกฎหมายสำหรับชาวต่างชาติที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยปี 2026
ชาวต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยได้หรือไม่?
คำตอบสั้น ๆ:
ชาวต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของ ห้องชุดในอาคารชุด (คอนโดมิเนียม) ได้ แต่โดยทั่วไปไม่สามารถเป็นเจ้าของ ที่ดิน ได้โดยตรง
กฎหมายอสังหาริมทรัพย์ของไทยแยกความเป็นเจ้าของที่ดินออกจากความเป็นเจ้าของอาคารอย่างชัดเจน การเข้าใจความแตกต่างนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง
1. การซื้อห้องชุดในคอนโดมิเนียม (ตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุด)
ห้องชุดคอนโดมิเนียมเป็นทรัพย์สินประเภทเดียวที่ชาวต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของได้อย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทยด้วยกรรมสิทธิ์ที่สมบูรณ์
ข้อกำหนดทางกฎหมาย:
- โควตาสำหรับต่างชาติ: ไม่เกิน 49% ของพื้นที่รวมของห้องชุดในอาคารหนึ่งสามารถเป็นกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติได้ อีก 51% ที่เหลือต้องเป็นของผู้ถือสัญชาติไทย
- กรรมสิทธิ์เต็มรูปแบบ (Freehold): คุณจะได้รับ โฉนด Chanote (เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์) ที่ลงทะเบียนในชื่อของคุณ
- การโอนเงินตราต่างประเทศ: เงินที่ใช้ซื้อต้องถูกโอนมาจากต่างประเทศในสกุลเงินต่างประเทศ ธนาคารของคุณจะออก Foreign Exchange Transaction Form (FETF) เป็นหลักฐาน
ข้อดี:
- ถือกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายโดยสมบูรณ์ – คุณเป็นเจ้าของห้องชุด ไม่ใช่แค่ผู้เช่า
- สามารถขาย ให้เช่า หรือส่งต่อเป็นมรดกได้
- ไม่ต้องมีคู่สมรสชาวไทยหรือบริษัท
- มีการคุ้มครองทางกฎหมายที่ชัดเจนตามกฎหมายไทย
ขั้นตอน:
- ตรวจสอบว่าอาคารยังมีโควตาสำหรับชาวต่างชาติเหลืออยู่หรือไม่
- ลงนามในสัญญาจะซื้อจะขาย (Sale and Purchase Agreement)
- โอนเงินจากต่างประเทศ (เก็บเอกสารจากธนาคารไว้)
- จดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดิน (Land Department)
- รับโฉนด Chanote ในชื่อของคุณ
ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง:
- ค่าธรรมเนียมการโอน: 2% ของราคาประเมินที่จดทะเบียน (มักแบ่ง 50/50 ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย)
- อากรแสตมป์: 0.5% (ถ้ามี)
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: โดยปกติผู้ขายเป็นผู้ชำระ
- ค่าทนายความ: แตกต่างกันไป (ประมาณ 1–2% ของราคาซื้อ)
2. สัญญาเช่าระยะยาว (Leasehold) — นิยมสำหรับวิลล่าและบ้าน
เนื่องจากชาวต่างชาติไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้ จึงมักใช้สัญญาเช่าระยะยาวสำหรับบ้านและวิลล่า
วิธีการทำงาน:
- คุณเช่าที่ดิน (และมักรวมถึงอาคาร) ตามระยะเวลาที่กำหนด
- สัญญามาตรฐาน: 30 ปี (ระยะเวลาสูงสุดที่กฎหมายอนุญาต)
- ต่ออายุได้: มักทำเป็นโครงสร้าง 30+30+30 ปี (รวม 90 ปี) แต่มีเพียง 30 ปีแรกที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย
ข้อควรพิจารณาที่สำคัญ:
- 30 ปีแรกบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย: จดทะเบียนที่กรมที่ดิน
- การต่ออายุไม่ได้รับการรับประกัน: ช่วง 30 ปีที่สองและสามขึ้นอยู่กับความยินยอมของเจ้าของที่ดิน
- สัญญาเช่าจดลงในโฉนดที่ดิน: เพื่อคุ้มครองสิทธิของคุณตลอดระยะเวลาเช่า
ข้อดี:
- เข้าถึงอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่มีที่ดิน (วิลล่า บ้าน)
- โดยทั่วไปราคาถูกกว่าคอนโดมิเนียมแบบ Freehold ที่เทียบเท่ากัน
- สามารถให้สืบทอดหรือขายได้ (โดยต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดิน)
ข้อเสีย:
- คุณไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน
- การต่ออายุสัญญาไม่ใช่เรื่องอัตโนมัติ
- มูลค่าในการขายต่ออาจลดลงตามระยะเวลาเช่าที่เหลือ
3. การถือครองผ่านบริษัทไทย (ซับซ้อนทางกฎหมาย)
ชาวต่างชาติบางรายเลือกตั้งบริษัทจำกัดของไทยเพื่อซื้อที่ดิน ซึ่งในทางเทคนิคถือว่าถูกกฎหมาย แต่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด
โครงสร้าง:
- ชาวต่างชาติถือหุ้นได้สูงสุด 49%
- ผู้ถือหุ้นชาวไทยถือ 51% (ต้องเป็นผู้ถือหุ้นจริง ไม่ใช่นอมินี)
- บริษัทเป็นผู้ซื้อและถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน
ความเสี่ยงทางกฎหมาย:
- ผู้ถือหุ้นนอมินีผิดกฎหมาย: การใช้ชาวไทยที่ไม่ได้ลงทุนจริงถือเป็นการละเมิด Foreign Business Act
- การตรวจสอบของรัฐ: เจ้าหน้าที่สามารถสอบสวนโครงสร้างนอมินีและประกาศให้กรรมสิทธิ์เป็นโมฆะได้
- การปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ซับซ้อน: ต้องมีการตรวจสอบบัญชีประจำปี ยื่นภาษี และจัดประชุมกรรมการ
เมื่อการใช้โครงสร้างบริษัทถือว่าถูกต้อง:
- คุณดำเนินธุรกิจจริงในประเทศไทย (โรงแรม เกสต์เฮาส์ ร้านอาหาร)
- หุ้นส่วนชาวไทยเป็นนักลงทุนจริง มีการลงทุนด้วยเงินทุนของตนเอง
- บริษัทดำเนินงานอย่างจริงจังและมีรายได้
คำเตือน: การใช้ผู้ถือหุ้นนอมินีเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายที่ดินเป็นสิ่งผิดกฎหมายและมีความเสี่ยงสูง อสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อด้วยวิธีนี้อาจถูกยึด
4. การสมรสกับผู้ถือสัญชาติไทย
หากคุณสมรสกับชาวไทย คุณยังคงไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม คู่สมรสชาวไทยสามารถเป็นเจ้าของได้ และคุณจะได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายบางประการ
วิธีการ:
- ที่ดินจะจดทะเบียนในชื่อคู่สมรสชาวไทยของคุณ
- คุณต้องลงนามในคำรับรองที่กรมที่ดินว่าเงินที่ใช้เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของคู่สมรส (ไม่ใช่ทรัพย์สินร่วม)
- คุณสามารถเป็นเจ้าของ อาคาร บนที่ดินนั้นได้ (แยกจากกรรมสิทธิ์ในที่ดิน)
การคุ้มครองทางกฎหมาย:
- สัญญาสิทธิเก็บกิน (Usufruct): ให้สิทธิคุณใช้และเก็บผลประโยชน์ตลอดอายุขัย (แม้การสมรสสิ้นสุดลง)
- Superficies: อนุญาตให้คุณเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง (บ้าน) แยกจากที่ดิน
- สัญญาเช่า: คู่สมรสของคุณสามารถให้คุณเช่าที่ดินเป็นเวลา 30 ปี
การพิจารณาเรื่องหย่าร้างและเสียชีวิต:
- หากไม่มีการคุ้มครองทางกฎหมาย คุณอาจสูญเสียสิทธิในทรัพย์สิน
- สิทธิ Usufruct และ Superficies จะช่วยคุ้มครองผลประโยชน์ของคุณ
- สัญญาก่อนสมรสช่วยทำให้กรรมสิทธิ์ชัดเจนขึ้น
5. โครงสร้างทางเลือก
Usufruct (สิทธิการใช้ประโยชน์)
Usufruct ให้สิทธิทางกฎหมายแก่คุณในการอยู่อาศัยและใช้ที่ดินตลอดชีวิต (หรือสูงสุด 30 ปี ขึ้นอยู่กับว่าอะไรสั้นกว่า)
- จดทะเบียนที่กรมที่ดิน
- เจ้าของที่ดินไม่สามารถเพิกถอนได้
- สิ้นสุดเมื่อคุณเสียชีวิต (ไม่สามารถส่งต่อเป็นมรดกได้)
- เหมาะกับอสังหาริมทรัพย์เพื่อการเกษียณ
Superficies (สิทธิในสิ่งปลูกสร้าง)
อนุญาตให้คุณเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินของผู้อื่น
- มีอายุสูงสุด 30 ปี (ต่ออายุได้)
- จดทะเบียนที่กรมที่ดิน
- คุณสามารถขายอาคารแยกต่างหากจากที่ดินได้
เอกสารทางกฎหมายที่ต้องใช้
เมื่อซื้อคอนโดมิเนียม:
- หนังสือเดินทางที่ยังใช้ได้ พร้อมวีซ่าในปัจจุบัน
- Foreign Exchange Transaction Form (FETF) – หลักฐานว่าเงินมาจากต่างประเทศ
- สัญญาซื้อขาย
- เอกสารการโอน ที่กรมที่ดิน
- หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด (Chanote)
เมื่อทำสัญญาเช่าระยะยาว:
- สัญญาเช่า (เวอร์ชันภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)
- สำเนาโฉนดที่ดิน (Chanote)
- การจดทะเบียนที่กรมที่ดิน (จำเป็นต่อการบังคับใช้)
- หลักฐานการชำระเงิน
สำหรับการถือครองผ่านบริษัท:
- เอกสารจดทะเบียนบริษัท
- สัญญาผู้ถือหุ้น
- หนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับ
- หลักฐานการลงทุนที่แท้จริงของผู้ถือหุ้นชาวไทย
ภาษีและค่าธรรมเนียม
การซื้ออสังหาริมทรัพย์:
- ค่าธรรมเนียมการโอน: 2% ของราคาประเมินที่จดทะเบียน
- อากรแสตมป์: 0.5% (ถ้ามี โดยปกติได้รับการยกเว้นหากชำระค่าธรรมเนียมการโอนแล้ว)
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: อัตราก้าวหน้าตามมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ (โดยทั่วไปเป็นความรับผิดชอบของผู้ขาย)
- ภาษีธุรกิจเฉพาะ: 3.3% (หากผู้ขายถือครองอสังหาริมทรัพย์น้อยกว่า 5 ปี)
การเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์:
- ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรายปี: 0.02%–0.1% ของราคาประเมิน (สำหรับที่อยู่อาศัย)
- ค่าส่วนกลางคอนโด: แตกต่างกันไปตามอาคาร (โดยทั่วไป 30–80 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน)
- ค่าสาธารณูปโภค: ไฟฟ้า น้ำประปา อินเทอร์เน็ต (เมื่อมี)
การขายอสังหาริมทรัพย์:
- ภาษีจากกำไรจากการขาย: รวมอยู่ในการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย
- ค่านายหน้าอสังหาริมทรัพย์: โดยทั่วไป 3–5% (สามารถเจรจาได้)
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีหลีกเลี่ยง
1. โครงสร้างผู้ถือหุ้นนอมินี
ความเสี่ยง: การใช้นอมินีชาวไทยเพื่อถือหุ้น 51% ของบริษัทเป็นสิ่งผิดกฎหมายและอาจนำไปสู่การยึดทรัพย์
วิธีแก้: ใช้โครงสร้างบริษัทเฉพาะสำหรับธุรกิจจริงพร้อมหุ้นส่วนชาวไทยที่แท้จริงเท่านั้น
2. การไม่จดทะเบียนสัญญาเช่า
ความเสี่ยง: สัญญาเช่าที่ไม่ได้จดทะเบียนซึ่งมีอายุเกิน 3 ปีไม่สามารถบังคับใช้ได้หากเจ้าของที่ดินขายทรัพย์สิน
วิธีแก้: จดทะเบียนสัญญาเช่าระยะยาวที่กรมที่ดินเสมอ
3. ข้อตกลงด้วยวาจา
ความเสี่ยง: คำสัญญาด้วยวาจาเกี่ยวกับการต่ออายุสัญญาหรือสิทธิในสิ่งปลูกสร้างไม่สามารถบังคับใช้ได้
วิธีแก้: ให้ข้อตกลงทุกรายการเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และจดทะเบียนตามกฎหมาย
4. การตรวจสอบสถานะที่ไม่เพียงพอ
ความเสี่ยง: ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่มีกรรมสิทธิ์ไม่ชัดเจน มีหนี้สิน หรืออยู่ระหว่างข้อพิพาททางกฎหมาย
วิธีแก้: ตรวจสอบสถานะอย่างครบถ้วนเสมอ:
- ตรวจสอบโฉนดที่ดินที่กรมที่ดิน
- ยืนยันว่าไม่มีจำนองหรือภาระผูกพันอื่น
- ตรวจสอบใบอนุญาตก่อสร้าง (สำหรับบ้านและวิลล่า)
- ตรวจสอบการบริหารนิติบุคคลและสถานะการเงินของคอนโด
5. การเพิกเฉยต่อข้อกำหนดเรื่องเงินตราต่างประเทศ
ความเสี่ยง: หากไม่มีเอกสาร FETF ที่ถูกต้อง คุณจะไม่สามารถจดทะเบียนกรรมสิทธิ์คอนโดได้
วิธีแก้: โอนเงินจากต่างประเทศในสกุลเงินต่างประเทศและเก็บเอกสารของธนาคารไว้ทั้งหมด
การขอสินเชื่อและจำนอง
ธนาคารไทยไม่ค่อยปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแก่ชาวต่างชาติ เว้นแต่:
- คุณมีใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย
- คุณแสดงรายได้ที่มั่นคงในประเทศไทย
- คุณมีหลักประกันที่มีมูลค่าสูง
เงื่อนไขสินเชื่อทั่วไป (หากได้รับอนุมัติ):
- Loan-to-value (LTV): 50–70% (สำหรับชาวต่างชาติมักต่ำกว่านี้)
- อัตราดอกเบี้ย: 5–7% ต่อปี
- ระยะเวลาสินเชื่อ: 10–20 ปี
ผู้ซื้อต่างชาติส่วนใหญ่ซื้อด้วยเงินสดหรือจัดหาแหล่งทุนจากประเทศบ้านเกิด
การสืบมรดกและการวางแผนทรัพย์สิน
คอนโดมิเนียมที่เป็นของชาวต่างชาติสามารถสืบทอดได้ตามพินัยกรรมของคุณหรือกฎหมายประเทศบ้านเกิด
ประเด็นสำคัญ:
- ทำพินัยกรรม (ทั้งในประเทศไทยและประเทศบ้านเกิด)
- จดทะเบียนพินัยกรรมไทยที่อำเภอท้องถิ่นหรือสถานทูต
- ทายาทสามารถสืบทอดได้แต่ต้องปฏิบัติตามกฎโควตาสำหรับชาวต่างชาติหากต้องการขาย
- อสังหาริมทรัพย์แบบ Leasehold: สิทธิอาจไม่ถูกโอนโดยอัตโนมัติ (ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของสัญญาเช่า)
ทำเลที่ดีที่สุดสำหรับผู้ซื้อชาวต่างชาติ
กรุงเทพฯ
- ความต้องการคอนโดมิเนียมสูงสุด
- ผลตอบแทนค่าเช่าที่ดีในพื้นที่ใจกลาง (สุขุมวิท สีลม สาทร)
- ราคา: 80,000–300,000+ บาทต่อตารางเมตร
ภูเก็ต
- ได้รับความนิยมสำหรับวิลล่าและอสังหาริมทรัพย์แบบ Leasehold
- พื้นที่ท่องเที่ยวสูง — ศักยภาพในการปล่อยเช่าดี
- ราคา: 100,000–400,000+ บาทต่อตารางเมตร (คอนโด)
หัวหิน
- ราคาย่อมเยากว่ากรุงเทพฯ หรือภูเก็ต
- ได้รับความนิยมในหมู่ผู้เกษียณและผู้พำนักระยะยาว
- มีทั้งคอนโดมิเนียมและวิลล่าแบบ Leasehold
- ราคา: 50,000–150,000 บาทต่อตารางเมตร
เชียงใหม่
- ค่าครองชีพต่ำ
- ชุมชนชาวต่างชาติกำลังเติบโต
- เหมาะสำหรับการพำนักระยะยาว
- ราคา: 40,000–100,000 บาทต่อตารางเมตร
พัทยา
- มีอุปทานคอนโดมิเนียมสูง
- ได้รับความนิยมในหมู่ผู้เกษียณ
- ราคาแข่งขันได้
- ราคา: 40,000–120,000 บาทต่อตารางเมตร
การทำงานกับนายหน้าอสังหาริมทรัพย์
การใช้นายหน้าที่ได้รับใบอนุญาตและเชื่อถือได้ช่วยประหยัดเวลาและลดความเสี่ยง
สิ่งที่ควรพิจารณา:
- มีใบอนุญาตจาก Thailand Board of Investment (BOI) หรือสมาคมวิชาชีพ
- สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ (เพื่อการสื่อสารที่ชัดเจน)
- มีประสบการณ์กับผู้ซื้อชาวต่างชาติ
- โปร่งใสเรื่องค่าธรรมเนียมและค่านายหน้า
ค่านายหน้า:
- โดยทั่วไป 3–5% ของราคาขาย
- มักจ่ายโดยผู้ขาย แต่ควรยืนยันก่อนดำเนินการ
ความช่วยเหลือทางกฎหมาย
การจ้างทนายความไทยที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอสังหาริมทรัพย์เป็นสิ่งจำเป็น
บริการที่ทนายความให้:
- ตรวจสอบสถานะโฉนดที่ดิน
- ตรวจสอบสัญญาและข้อตกลง
- จดทะเบียนธุรกรรมที่กรมที่ดิน
- ตั้งโครงสร้างบริษัท (เมื่อเหมาะสม)
- วางแผนทรัพย์สินและเตรียมพินัยกรรม
ค่าบริการทนายความ:
- การซื้อคอนโด: 30,000–80,000 บาท
- สัญญาเช่าระยะยาว: 20,000–50,000 บาท
- การจดทะเบียนบริษัท: 50,000–150,000 บาท
คำแนะนำสุดท้าย
แนวปฏิบัติที่ดี:
- หาข้อมูล: เข้าใจกฎหมายอสังหาริมทรัพย์ของไทยก่อนตัดสินใจ
- จ้างผู้เชี่ยวชาญ: ใช้นายหน้าที่ได้รับใบอนุญาตและทนายความที่มีประสบการณ์
- จดทะเบียนทุกสิ่ง: สัญญาเช่า usufruct และ superficies ต้องจดทะเบียนจึงจะบังคับใช้ได้
- เก็บเอกสาร: โดยเฉพาะ FETF สำหรับการซื้อคอนโด
- เป็นจริงต่อเรื่อง Leasehold: เข้าใจว่าการต่ออายุไม่ได้รับการรับประกัน
- หลีกเลี่ยงโครงสร้างผิดกฎหมาย: บริษัทที่ใช้นอมินีอาจทำให้คุณสูญเสียทรัพย์สิน
i24 Global ช่วยได้อย่างไร
ที่ i24 Global เราสนับสนุนผู้ซื้อชาวต่างชาติตลอดกระบวนการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย:
- ช่วยค้นหาอสังหาริมทรัพย์ – ช่วยคุณค้นหาทรัพย์สินที่เหมาะกับความต้องการและงบประมาณ
- แนะนำทนายความ – ประสานงานกับทนายความอสังหาริมทรัพย์ที่มีประสบการณ์
- สนับสนุนการตรวจสอบสถานะ – ตรวจสอบกรรมสิทธิ์และเอกสาร
- บริการแปลเอกสาร – เพื่อให้คุณเข้าใจสัญญาและข้อตกลงทั้งหมด
- การวางแผนวีซ่าและที่พักอาศัย – ประสานการซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดวีซ่า
- การสนับสนุนการย้ายถิ่นแบบครบวงจร – ตั้งแต่การซื้อบ้านไปจนถึงการปรับตัว
ติดต่อเราผ่าน WhatsApp, LINE หรือโทรศัพท์ที่ +66600035933 เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับแผนการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของคุณ เราจะนำคุณผ่านขั้นตอนต่าง ๆ และช่วยให้คุณตัดสินใจอย่างมีข้อมูลและถูกต้องตามกฎหมาย
ต้องการความช่วยเหลือในการเริ่มต้นชีวิตในต่างประเทศหรือไม่?
ทีมของเราพร้อมช่วยให้คุณตั้งตัวและใช้ชีวิตในประเทศไทยได้อย่างราบรื่น
ติดต่อเรา